Screenshot_95

งานวิจัยชี้ เรียนภาษาต่างประเทศช่วยลดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์

มีการศึกษามาอย่างยาวนาน เพื่อจะลดปัญหาโรคอัลไซเมอร์ในคนแก่ ซึ่งหลายๆงานวิจัยก็ชี้ไปทางเดียวกันว่า การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ อยู่เสมอ จะช่วยให้ลดโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังช่วยเพิ่มความจำ ช่วยการตัดสินใจ ช่วยให้สมองทำงานได้ดีอยู่ตลอดเวลา การเรียนภาษาต่างประเทศ นอกจากจะช่วยให้เราสามารถพบปะพูดคุย กับชาวต่างชาติได้หลากหลายเชื้อชาติแล้ว ยังทำให้เราสามารถค้นคว้าข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ในแบบภาษาทั้งนั้น เช่นภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นข้อมูลที่เราต้องการทราบ และมีประโยชน์ต่อเราก็ได้ การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ จะทำให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดเวลา มีกระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหา มีการจดจำ การตีความ โดยพบว่าช่วยให้คนแก่สามารถจดจำอะไรได้ดีมากขึ้น และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้โดยไม่มีอาการหลงลืม โดยการฝึกสมองอย่างต่อเนื่องนี้ พบว่าช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลในสมอง สมองไม่เหมือนกับฮาร์ดดิสก์  hdd ถ้าเราบรรจุข้อมูลเข้าไปมากๆ มันก็จะเต็ม แตกต่างจากสมองของคนเรา ที่ยิ่งมีการฝึกฝน พยายามจดจำ ก็จะทำให้พื้นที่เก็บความจำในสมองเยอะขึ้น ซึ่งหลายๆงานวิจัยก็บอกว่า คนที่รู้เพียงภาษาเดียว มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่เรียนรู้ภาษาที่ 2  ภาษาที่ 3 อยู่มาก ในประเทศสเปนเอง ก็มีงานวิจัยในด้านการศึกษาภาษาศาสตร์ ว่ามีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การแยกแยะข้อมูล การรับรู้ข่าวสารและกลั่นกรองว่าถูกต้องหรือไม่ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมพยายามศึกษาภาษาต่างประเทศอยู่เป็นประจำ เพราะนอกจากจะช่วยให้สมองดีห่างไกลจากอัลไซเมอร์แล้ว ยังช่วยให้ความจำดีเยี่ยม ไม่เป็นคนขี้หลงขี้ลืมอย่างแน่นอน

Continue Reading
Screenshot_98

ขั้นตอนในการแปลภาษา ที่จะทำให้ลูกค้าติดตรึม

“การแปลภาษา เป็นการถ่ายทอดความหมายจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่ง โดยต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีการตีความหมาย การอธิบายโดยใช้ถ้อยคำ ที่แสดงความหมายไปอีกภาษาหนึ่ง” การแปลถือว่าเป็นการถ่ายทอดถึงความสามารถทางภาษาของผู้แปลได้เป็นอย่างดี ผู้บ่าวจะต้องมีความรู้และความเข้าใจแบบแท้จริง อย่างน้อยก็ต้องเป็นภาษาแม่ ที่จะต้องรู้จักการเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม กับสถานการณ์ในงานแปลนั้น วางขั้นตอนในการแปลงานให้เป็นระบบ 1. ต้องศึกษาและวิเคราะห์ต้นฉบับก่อน ในการจะแปลเอกสารให้ได้ดีนั้น ผู้แพ้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ต้นฉบับงาน ดูโครงสร้างประโยคกับความหมายของคำ และวางแผนคร่าวๆในการใช้คำด้วยความรอบคอบ และเลือกสรรข้อความที่เหมาะสมกับงานแปลนั้นๆ 2. การตีความ ในการจะแปลเอกสารนั้น ผู้แปลควรจะศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบทความต้นฉบับ และผู้รับงาน รวมทั้งศึกษาถึงระบบสังคม วัฒนธรรม อันเกี่ยวข้องกับต้นฉบับงานนั้นอย่างถ่องแท้ หากเรื่องไหนไม่รู้ควรจะศึกษาทางอินเตอร์เน็ตให้เข้าใจเสียก่อน 3. การถ่ายทอดเป็นงานแปล เมื่อศึกษาต้นฉบับงานแปล และพิจารณาถึงความมุ่งหมายของต้นฉบับ เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะทำให้การแปลเป็นไปโดยง่ายขึ้น ผู้แปลควรเลือกใช้คำศัพท์ และถ่ายทอดออกมาให้มีความหมายใกล้เคียงกับความหมายของต้นฉบับให้มากที่สุด ควรให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายของงานแปลได้อย่างชัดเจน ควรใช้ภาษาให้เป็นธรรมชาติ จนผู้อ่านรู้สึกได้ว่าเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมา ไม่ใช่เป็นงานแปล ซึ่งอย่างหลังนี้ถือว่าเป็น ความหวังสูงสุดของนักแปลทุกคน 4. อย่าลืมตรวจสอบงานก่อนส่ง ไม่ว่าจะเป็นนักแปลที่มีประสบการณ์ในการแปลเอกสารมานานแค่ไหนก็ตาม ก็มีโอกาสที่จะพิมพ์ผิด พิมพ์ตก รวมทั้งหลงลืมข้ามบรรทัด พิมพ์ตัวเลขผิด ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้งานแปลของคุณมีความสมบูรณ์ มากที่สุดนั่นก็คือการตรวจทาน ซึ่งในการตรวจคำผิดในรอบสุดท้ายนี้ อาจจะทำให้คุณเห็นว่ามีบางประโยคที่ยังไม่ถูกต้อง หรือยังไม่สละสลวย ในส่วนนี้ก็อย่าลืมแก้ไขกันด้วย นักแปลเอกสารเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความชำนาญ ใช้เวลาในการสะสมประสบการณ์ ใช้ความรู้รอบตัวสูง และจะต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่มีความต้องการของตลาด หากินได้นาน ขอเพียงแค่คุณมีความตั้งใจและมีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่องานแปล เพียงเท่านี้ก็เป็นการการันตีได้ว่า คุณจะมีงานเข้ามาจนทำไม่ทันเลยล่ะ    

Continue Reading
Screenshot_94

ตามดูหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมีความรู้ ระเบียบวินัย และมีคุณธรรม สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก จุดเริ่มต้นของคุณภาพประชากรที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ถ้าไม่ฝึกกันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ ก็คงไม่สามารถมาได้ไกลถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะไปตามดูหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น ว่าเขาทำอย่างไรถึงได้ประชากรที่มีคุณภาพมากเพียงนี้ 1. ในวัยเด็กไม่ควรเครียดจนเกินไป การแข่งขันเป็นสิ่งดี ที่จะช่วยพัฒนาให้ประชาชนได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว เขามองว่าเด็กเล็กๆเหล่านี้ ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องเข้าสู่การแข่งขันแต่อย่างใด ประเทศญี่ปุ่น จะไม่มีการสอบปลายภาคใดๆเลย สำหรับเด็กเล็ก ไปจนถึงอายุประมาณ 10 ขวบ ซึ่งก็คือประถม 3 เพราะระบบการเรียนของโรงเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น จะเน้นให้เด็กได้รู้จักการเข้าสังคม รู้จักมารยาทในสังคม เรียนรู้ที่จะสนุกกับการศึกษา เรียนรู้เรื่องราวต่างๆที่อยู่รอบตัว เช่นการปลูกต้นไม้ การศึกษาวงจรชีวิตของสัตว์รอบตัว มีการจัดทัศนศึกษาเพื่อให้เด็กได้สัมผัสกับธรรมชาติ รู้จักกินข้าวพร้อมกับคุณครูและเพื่อนๆ โดยไม่ต้องพะวงถึงในเรื่องการแข่งขัน การสอบเข้า การแก่งแย่งชิงดีอะไรกันเลย ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เด็กๆในประเทศญี่ปุ่น เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัย และรู้จักมารยาททางสังคมเป็นอย่างดี 2. ร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก ในเมืองไทยเราอาจจะมีวิชาพละสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้ว เด็กประถมจะต้องเรียนวิชาพละ ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สอนให้เด็กได้รู้จักกีฬาหลากหลายประเภท ทั้งกรีฑา โยคะ กระโดดเชือก ว่ายน้ำ และในแต่ละปีก็จะมีการจัดแข่งกีฬาโรงเรียน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าร่วมในกีฬาประเภทที่ตนถนัด นอกจากการเรียนวิชาพละถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์แล้ว หลายโรงเรียนยังมีกฎให้เด็กเดินทางไปโรงเรียนด้วยตนเอง โดยไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองขับรถมาส่งถึงหน้าโรงเรียน เพื่อให้เด็กๆแข็งแรง มีความรับผิดชอบ และยังเป็นการช่วยลดปัญหาการจราจร ปัญหาด้านพลังงาน ได้อีกมากมาย 3. คุมเข้มเรื่องอาหาร ที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอาหารของเด็กนักเรียนเป็นอย่างสูงที่สุด อาหารจะต้องสะอาด ปลอดสารพิษ มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน โดยตารางอาหารในแต่ละวัน จะแตกต่างกันออกไป เพื่อให้เด็กๆได้รับสารอาหารครบถ้วน ซึ่งในการทานเด็กทุกคนจะต้องถือถาดเข้าคิว มารอรับอาหารด้วยกัน และไปนั่งรอที่โต๊ะเพื่อรอรับประทานพร้อมกับเพื่อนๆ เมื่อทานเสร็จแล้วก็ต้องนำพาไปเก็บให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นการฝึกระเบียบวินัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง

Continue Reading
google-translate

Google Translate ผมไม่กระจอกแล้วนะค้าบ!!

คงไม่มีใครไม่เคยใช้ Google Translate  อย่างแน่นอนใช่ไหมล่ะครับ ต่างเป็นที่ทราบกันดีทั่วโลกว่า การแปลของ Google Translate นั้น จะได้ภาษาที่เป็นต่างดาว อ่านไม่รู้เรื่อง บางทีก็รู้เรื่องแบบงงๆ โดยส่วนใหญ่การใช้ประโยชน์จาก Google Translate  มักจะใช้แปลคำศัพท์เพียงคำเดียว ขอตัวโปรแกรมสามารถทำได้ดีกว่าการแปลแบบเป็นประโยคมากนัก Google Translate ฉลาดกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning เมื่อได้ยินเสียงบ่นกันหนาหูมาโดยตลอดแบบนี้ ทาง Google เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในปี 2559  Google จึงได้เปิดตัว Neural Machine Translation ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้ในการแปลภาษาแบบ end to end  มีการพัฒนาปรับปรุงคำแปลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภาษาที่แปลมีความสวยและมีความเข้าใจได้มากขึ้น โดยวิธีในการใช้แปลภาษาของ Neural Machine Translation ตัวระบบจะทำการแปลทั้งประโยคในทีเดียว ไม่ได้แปลเป็นคำๆ เพราะจะทำให้มีการปิดความหมายได้ง่าย โดยฟังก์ชันการใช้งานจะมีการเรียนรู้และจดจำ ว่าโครงสร้างของแต่ละประโยคเป็นอย่างไร ต้องให้ในการแปลของ Google นั้น มีความสละสลวย อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น และแปลได้ถูกความหมายมากขึ้น สำหรับใครที่ได้ทดลองใช้ Google Translate ในช่วงนี้ ก็คงจะคิดเหมือนกันว่า “เออเดี๋ยวนี้ Google มันแปลดีนะ” ซึ่งสำหรับภาษาไทย ตอนนี้ต้องบอกว่า ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ยังไม่ได้ถูกต้องอะไรสักเท่าไหร่ อาจจะเพราะว่าเป็นภาษาที่ไม่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกเหมือนอย่างภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาจีน ซึ่งในปัจจุบัน Google สามารถแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ได้ดีจนถึงระดับที่ สามารถแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ให้คนอเมริกันเข้าใจได้แบบหมดจดมาแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า  Google จะพัฒนา ให้ครอบคลุมถึงภาษาไทยภายในเร็ววัน ทั้งนี้สำหรับคนที่ใช้งาน ทางมือถือ ก็ยังสามารถโหลด Application Google Translate  โดยสามารถแปลสลับคู่ภาษาในปัจจุบันได้ถึง 100+ […]

Continue Reading
แว่นตาแปลภาษา

ล้ำไปอีก ญี่ปุ่นเปิดตัว “HMD แว่นตาแปลภาษา” เพื่อใช้ในโอลิมปิก 2020

ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเจ้าเทคโนโลยีอยู่แล้ว สำหรับประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มสูบ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และเหล่าผู้ร่วมงาน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ ไฮไลท์อย่างนึง ก็คงหนีไม่พ้น “แว่นตาแปลภาษา” ที่บริษัทโอเปอเรเตอร์มือถือของประเทศญี่ปุ่น NTT Docomo ได้สนับสนุนพัฒนาโปรเจคนี้ขึ้นมา “แว่นตาแปลภาษาอัจฉริยะ” ตัวนี้ เป็นแว่นชนิดเสียบหูเหมือนกับแว่นตาจริง โดยเทคโนโลยีในแว่นแปลภาษาตัวนี้ จะทำการแปลภาษาผ่านจอภาพ และแสดงผลโดยอัตโนมัติ โดยจะใช้เทคโนโลยีในการจดจำตัวอักษร เพื่อทำให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง ณ.ปัจจุบัน สามารถแปลได้  4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาเกาหลีใต้ อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษแบบชาวอังกฤษได้ แต่จะเป็นการสะกดออกเสียงแบบภาษาญี่ปุ่นเสียมากกว่า เช่น คำว่าไอศครีม ฝรั่งเขียนว่า ice cream แต่ถ้าให้คนญี่ปุ่นพูดแบบภาษาของเขา ก็จะเป็น อา-อิ-สึ-คุ-ริ-มุ ซึ่งจากการเรียนภาษาอังกฤษแบบใช้ตัวสะกดภาษาญี่ปุ่นเข้ามากำกับแบบนี้ จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นมักจะพูดภาษาอังกฤษแบบแปลกๆ และชาวต่างชาติมักจะไม่ค่อยเข้าใจกันสักเท่าไหร่นัก แว่นตาแปลภาษาอัจฉริยะตัวนี้ จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน และบรรดานักท่องเที่ยว สามารถอ่านเมนู ป้ายตามสถานีรถไฟ ป้ายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวไปอีกขั้นของประเทศญี่ปุ่น ที่ชาวโลกจะได้ใช้งานกันในปี 2020 นี้อย่างแน่นอน แว่นตาแปลภาษาที่มีระบบจดจำใบหน้า นอกจากนี้ HMD แว่นตาแปลภาษา ที่กำลังจะนำมาใช้ในช่วงโอลิมปิก ปี 2020 นี้ ก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud  และเชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น และสามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอมือถือได้อีกด้วย และสุดท้ายอาจจะมีฟังก์ชั่นการจดจำใบหน้า ที่เมื่อเวลาผู้ใช้มองไปที่บุคคลใด ที่มีรายชื่ออยู่ในสมาร์ทโฟน ก็จะแสดงข้อมูลที่เราบันทึกเอาไว้เลยว่า คนคนนั้นชื่ออะไร ทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน หรืออะไรก็ตามที่เราเมมไว้ ก็จะแสดงขึ้นมาด้วย โดยเชื่อว่าฟังก์ชันนี้เกิดมาเพื่อ คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เพราะว่าชาวญี่ปุ่นมักจะต้องติดต่อกับผู้คนเป็นจำนวนมาก และธรรมเนียมในการจดจำรายละเอียดต่างๆของผู้คนที่ติดต่อนั้น ก็มีความสำคัญเป็นอย่างสูงเสียด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านเรา ซึ่งแค่ทักทาย หรือไหว้ ก็เพียงพอแล้ว  

Continue Reading