แว่นตาแปลภาษา

ล้ำไปอีก ญี่ปุ่นเปิดตัว “HMD แว่นตาแปลภาษา” เพื่อใช้ในโอลิมปิก 2020

อาหารสมอง

ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเจ้าเทคโนโลยีอยู่แล้ว สำหรับประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มสูบ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และเหล่าผู้ร่วมงาน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ ไฮไลท์อย่างนึง ก็คงหนีไม่พ้น “แว่นตาแปลภาษา” ที่บริษัทโอเปอเรเตอร์มือถือของประเทศญี่ปุ่น NTT Docomo ได้สนับสนุนพัฒนาโปรเจคนี้ขึ้นมา

“แว่นตาแปลภาษาอัจฉริยะ” ตัวนี้ เป็นแว่นชนิดเสียบหูเหมือนกับแว่นตาจริง โดยเทคโนโลยีในแว่นแปลภาษาตัวนี้ จะทำการแปลภาษาผ่านจอภาพ และแสดงผลโดยอัตโนมัติ โดยจะใช้เทคโนโลยีในการจดจำตัวอักษร เพื่อทำให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง ณ.ปัจจุบัน สามารถแปลได้  4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาเกาหลีใต้

อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษแบบชาวอังกฤษได้ แต่จะเป็นการสะกดออกเสียงแบบภาษาญี่ปุ่นเสียมากกว่า เช่น คำว่าไอศครีม ฝรั่งเขียนว่า ice cream แต่ถ้าให้คนญี่ปุ่นพูดแบบภาษาของเขา ก็จะเป็น อา-อิ-สึ-คุ-ริ-มุ ซึ่งจากการเรียนภาษาอังกฤษแบบใช้ตัวสะกดภาษาญี่ปุ่นเข้ามากำกับแบบนี้ จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นมักจะพูดภาษาอังกฤษแบบแปลกๆ และชาวต่างชาติมักจะไม่ค่อยเข้าใจกันสักเท่าไหร่นัก

แว่นตาแปลภาษาอัจฉริยะตัวนี้ จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน และบรรดานักท่องเที่ยว สามารถอ่านเมนู ป้ายตามสถานีรถไฟ ป้ายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวไปอีกขั้นของประเทศญี่ปุ่น ที่ชาวโลกจะได้ใช้งานกันในปี 2020 นี้อย่างแน่นอน

แว่นตาแปลภาษาที่มีระบบจดจำใบหน้า

นอกจากนี้ HMD แว่นตาแปลภาษา ที่กำลังจะนำมาใช้ในช่วงโอลิมปิก ปี 2020 นี้ ก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud  และเชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น และสามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอมือถือได้อีกด้วย

และสุดท้ายอาจจะมีฟังก์ชั่นการจดจำใบหน้า ที่เมื่อเวลาผู้ใช้มองไปที่บุคคลใด ที่มีรายชื่ออยู่ในสมาร์ทโฟน ก็จะแสดงข้อมูลที่เราบันทึกเอาไว้เลยว่า คนคนนั้นชื่ออะไร ทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน หรืออะไรก็ตามที่เราเมมไว้ ก็จะแสดงขึ้นมาด้วย โดยเชื่อว่าฟังก์ชันนี้เกิดมาเพื่อ คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เพราะว่าชาวญี่ปุ่นมักจะต้องติดต่อกับผู้คนเป็นจำนวนมาก และธรรมเนียมในการจดจำรายละเอียดต่างๆของผู้คนที่ติดต่อนั้น ก็มีความสำคัญเป็นอย่างสูงเสียด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านเรา ซึ่งแค่ทักทาย หรือไหว้ ก็เพียงพอแล้ว